top of page

FAQ | คำถามที่พบบ่อย
Frequently Asked Questions
บัญชีและภาษี
วางระบบและโปรแกรม
Welfare Benefit
การจดบริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขึ้นอยู่กับธุรกิจ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะแนะนำให้จดบริษัทจำกัดมากกว่า ด้วยเหตุผลคือ
จดบริษัทจำกัด ให้ความเชื่อถือมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดมักจะเป็นการดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว และจะรู้สึกว่าบริษัทจำกัดมีความมั่นคง ความเชื่อถือมากกว่า ดังนั้นหากธุรกิจต้องติดต่อ เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก และต้องการเพิ่มความน่าเชื่อ เป็นมืออาชีพ การจดบริษัทจำกัดจึงเหมาะสมกับวัตถุประสงค์มากกว่า
เมื่อดำเนินธุรกิจแล้วเกิดผลขาดทุน ความรับผิดชอบในผลขาดทุนของบริษัทจำกัด ผู้ถือหุ้นจะรับผิดชอบตามมูลค่าของจำนวนหุ้นที่ถือเท่านั้น และหากเกิดการฟ้องร้องภายหลังทรัพย์สินส่วนตัวของเราก็จะไม่ถูกดึงมาเกี่ยวข้องด้วย แต่หากจดห้างหุ้นส่วนจำกัด จะพิจารณาความรับผิดชอบตามประเภทการลงทุน คือ หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบ (หุ้นส่วนผู้จัดการ) จะต้องรับผิดชอบนอกเหนือไปจากเงินที่ลงทุนไปด้วย และหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ (หุ้นส่วนทั่วไป) จะรับผิดชอบเฉพาะเงินที่ลงทุนไปเท่านั้น
ทั้งภ.ง.ด.3 และภ.ง.ด.53 จะนำส่งต่อเมื่อระหว่างเดือนมีการหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่านเน็ตวันที่ 15 ของเดือนถัดไปถ้าเดือนนี้ไม่หักบุคคลใด หรือบริษัทไหนเลย ก็ไม่ต้องส่ง หรือถ้าเดือนนี้มีแต่รายการหัก ณ ที่จ่าย เฉพาะบุคคล ก็ส่งเฉพาะ ภ.ง.ด.3
ความรับผิดคือ 1.รับผิดในจำนวนภาษีที่ต้องหัก นำส่งพร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยคำนวณจากจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง และคูณอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน คูณจำนวนเดือน ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน
หากบริษัทหรือกิจการของคุณมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี ก็จะต้องยื่นขอ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กรมสรรพากรในพื้นที่ และหลังจากนั้นจะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน โดยต้องยื่นก่อนวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป
รายได้ของกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือ เฉลี่ยออกมาแต่ละเดือนก็จะอยู่ที่ 150,000 บาทต่อเดือน ซึ่งรายได้นี้มาจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริงที่ไม่ใช่กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งพอรายได้เกินแล้วจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันและยื่นเอกสาร ภ.พ. 30 ด้วย
หากกรมสรรพากรตรวจพบว่ากิจการมีรายได้จากการประกอบกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการต้องเสียทั้งค่าปรับในการยื่นคำขอจดทะเบียนฯ (3,000 บาท) + เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดขาย 7% + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน + เบี้ยปรับตามระยะเวลาที่เกินกำหนด สรุปง่ายๆคือต้องเสียภาษีย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ย
เงินเพิ่ม คิดจาก ยอดภาษีที่ต้องชำระ x 1.5% x ระยะเวลา (เดือน)
ค่าปรับ คิดจาก ยอดภาษีที่ต้องชำระ x (อัตรา %) x 2 เท่า
โดย 1-15 วัน = 2%
16-30 วัน = 5%
31-60 วัน = 10%
61 วันขึ้นไป = 20%
เอกสารไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ หากต้องการนำมาใช้เป็น ค่าใช้จ่ายต้องแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้ขายและหลักฐานการชำระเงิน
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบและสามารถนำไปเคลม vat ซื้อได้ ประกอบด้วย
เห็นคำว่า “ใบกำกับภาษี” ชัดเจน
มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รวมถึงชื่อและที่อยู่ของผู้ขาย
ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ
เลขที่ใบกำกับภาษี
ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และจำนวนเงิน
แยกแสดงจำนวน VAT แยกให้เห็นชัดเจน
วัน เดือน ปี ที่ออก
ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด บังคับใช้กับผู้ประกอบการ
ระบุ “สำนักงานใหญ่”หรือ“สาขาที่…..” ของผู้ขาย
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ (โดยเฉพาะผู้ซื้อที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ระบุ “สำนักงานใหญ่”หรือ“สาขาที่…” ของผู้ซื้อ
ภาษีซื้อสามารถนำมาลดหย่อนภาษีขายย้อนหลังได้ 6 เดือน โดยเริ่มนับเดือนถัดไปเป็นเดือนที่แรก และหากภาษีซื้อนั้นเลยกำหนดเวลาแม้จะไม่สามารถนำมาใช้หักภาษีขายได้ แต่หากยังไม่สิ้นรอบบัญชีภาษีซื้อนั้นสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแทนได้
นำมาลงเป็นรายจ่ายได้ หากยานพาหนะไม่ได้เป็นของกิจการ ควรทำสัญญาเช่าให้ถูกต้อง และหัก ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายชำระค่าเช่า และพิสูจน์ได้ว่าเป็นการนำรถยนต์มาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อกิจการจริง ค่าน้ำมันนั้นจะสามารถลงเป็น ค่าใช้จ่ายได้และสามารถเคลมภาษีซื้อได้ โดยใบกำกับภาษีของบิลค่าน้ำมันต้องระบุเลขทะเบียนรถที่เติมน้ำมันให้ชัดเจน
แบ่งได้แต่จะมีค่าปรับจากกรมสรรพากร
ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คือ อากรแสตมป์ที่จัดทำขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการ มีหน้าที่จัดทำและยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สำหรับประเภทตราสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องชำระอากรเป็นตัวเงิน มี 5 ตราสารประกอบด้วย
การจ้างทำของ
กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร
ใบมอบอำนาจ
ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมของบริษัท
การค้ำประกัน
ได้ หากกิจการมีสัญญาเช่าสถานที่นั้นอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งระบุในสัญญาว่าให้ผู้เช่า เป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้า และน้ำประปา
กิจการจะต้องทำใบสำคัญจ่าย และแนบหลักฐานการจ่ายเงิน พร้อมด้วยสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงิน
bottom of page
